นิยายรักสีขาว (1)

posted on 29 Oct 2009 07:35 by ik-kiiu

เพื่อการอ่านอย่างต่อเนื่องให้สนุกยิ่งขึ้น

โปรดอ่านนิยายรักสีฟ้า (1)ก่อนที่นี่ครับ  http://ik-kiiu.exteen.com/20091027/entry

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Photobucket

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

I'll never fall in love again : Burt Bacharach

 

 

What do you get when you fall in love?

A girl with a pin to burst your bubble

That’s what you get for all your trouble

I’ll never fall in love again

I’ll never fall in love again

 

What do you get when you kiss a girl

You get enough germs to catch pneumonia

After you do, she’ll never phone ya

I’ll never fall in love again

I’ll never fall in love again

 

Don’t tell me what it’s all about

’cause I’ve been there and I’m glad I’m not

Out of those chains those chains that bind you

That is why I’m here to remind you

 

What do you get when you fall in love?

You only get lies and pain and sorrow

So far at least until tomorrow

I’ll never fall in love again

I’ll never fall in love again

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ขอโทษค่ะ....ที่ตรงนี้มีใครนั่งไหมคะ" 

 

 

 

 

 

ฉันเอ่ยปากทักผู้ชายคนหนึ่ง

ชายคนนั้นกำลังนั่งอ่านหนังสือท่ามกลางเก้าอี้บนรถไฟที่ว่างเปล่าอยู่คนเดียว

เขาละสายตาจากหนังสือที่อ่าน วางหนังสือลง และเขาก็เงยหน้ามองขึ้นมา

 

 

" หากคุณกำลังได้ยินเสียงหัวใจคุณเต้น

โปรดจงรู้ว่าคนที่คุณรัก…เค้ารักคุณเช่นกัน

ลองหลับตาลงหากคุณมีรอยยิ้มตรงมุมปาก

โปรดจงรู้ว่าคนที่คุณรัก….เค้ารักคุณเช่นกัน "

 

"และมันก็ทำให้ผมรู้ตัวเองอีกอย่างหนึ่งว่า

นอกจากการที่ได้รักคุณแล้ว...ชีวิตนี้ผมไม่เก่งอะไรเลย"

อยู่ๆบทพูดฉากหนึ่งของหนังเรื่อง The Classic ที่ยัยตุ่นยัดเยียดมาให้ ก็ดังขึ้นมาในความคิดของฉัน

 

 

ตุ่น หญิงสาวสูงโปร่งดูมีความเป็นชายสูง หากมองด้วยตาเปล่า

แต่หากมีการจัดประกวดอันดับสาวหวานโรแมนติก ตามกระแสนิยมเหมือนพวกมิสคาวาอิ หรือมิสอะไรต่างๆ

ตุ่นเธอคงกวาดรางวัลไปครองในทุกตำแหน่งที่มี

เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งสมัยโรงเรียนเตรียมอุดม

วันหนึ่งหลังจากเราเลิกเรียนพิเศษ

อยู่ๆตุ่นก็ลุกขึ้นยืนประกาศกร้าวกลางโต๊ะอาหาร

ต่อหน้า กุ้งแชบ๊วย หมูหมักทรงเครื่อง ผักบุ้ง ผักกาดขาวที่เป็นสักขีประกาศให้กับเธอในร้านเอ็มเค

เธอลุกขึ้นยืนกำหมัด ตาจ้องมองเพดาน สีหน้าเหมือนจะมุ่งมั่นกับอะไรซักอย่าง

ซึ่งฉันเองก็ไม่เข้าใจเพื่อนนี้เลย ว่าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร

หลังจากที่เธอยืนโดยไร้ความหมายแบบนั้นซักครู่ เธอก็กล่าวคำปฎิฎาณอะไรบางอย่างขึ้นมา

เหมือนปกติเวลาเธอได้รับคัดเลือกจากบรรดาเพื่อนในห้อง( หรือแปลอีกความหมายหนึ่งว่ายัดเยียดนั่นเอง)

ให้อ่านสุนทรพจน์หน้าชั้นเรียนเป็นประจำ

 

" ชั้นตัดสินใจแล้ว ชีวิตของชั้นต่อจากนี้จะมุ่งมั่นกับการเป็นสาวออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เก่งที่สุดในโลก "

 

อือม...เป็นเอามากนะเพื่อนตุ่น 

ถึงคนอื่นอาจจะไม่เข้าใจตุ่น

แต่ฉันเข้าใจเธอดีที่สุด ว่าทำไมความฝันเธอถึงเปลี่ยนไปจากเดิม

จากที่เธอเคยใฝ่ฝันซะเหลือเกินว่าอยากจะเป็นตำรวจสาวผู้พิทักษ์สันติราษฎ์

พี่กอล์ฟ พี่ติว ID รูปหล่อหน้าตาน่ารักคนนั้นนั่นเอง

คนที่ตุ่นกับฉันเพิ่งไปเรียนกับเขามา ในตอนนี้พี่กอล์ฟเป็นแรงบันดาลใจสูงสุดเพื่อความฝันในชีวิตของเธอ

ก่อนหน้านั้นเธอมีความฝันอยากเป็นตำรวจสาว

เพราะ ไผ่ เพื่อนเล่นสมัยเด็กที่อยู่ตรงข้ามบ้านเธอ เป็นคนที่เธอแอบชอบมาตลอด

ไผ่สอบติดโรงเรียนตำรวจ

ตุ่นเลยมีความฝันอยากเป็นตำรวจสาวยืนเคียงคู่ด้วยความรักกับไผ่ตำรวจหนุ่มเพื่อคุ้มครองประชาชน

มาวันหนึ่ง ไผ่พาแฟนสาวมาแนะนำให้ตุ่นรู้จักในงานแต่งงานของคนแถวบ้าน

ความฝันของตุ่นที่จะเป็นตำรวจหญิงเคียงคู่กับไผ่นายตำรวจมือฉกาจต้องดับสูญไปตั้งแต่ตอนนั้นนั่นเอง

จนตุ่นกับฉันมาเรียนติวออกแบบผลิตภัณฑ์กับพี่กอล์ฟนี่แหล่ะ

ความฝันในวัยสาวรุ่นๆของตุ่นจึงลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

ตุ่นเป็นเพื่อนผู้หญิงที่รักสวยรักงามแบบแอบๆมาก

ถ้าเพื่อนคนไหนที่ไม่สนิทด้วย ก็คงอาจจะไม่ทราบความจริงด้านนี้ของตุ่น

เพราะปกติแล้ว บุคลิกเธอเวลาอยู่กับเพื่อนจะห้าว เฮฮา บ้าบอ ซึ่งแตกต่างกับฉันอย่างสิ้นเชิง

ในยามว่างเธอมักจะเข้าเวปชมพู ช๊อปเครื่องสำอางค์สั่งซื้อเครื่องประดับ ดูนั่นดูนี่แบบไม่มีเบื่ออยู่เสมอ

ตุ่น เป็นนักสะสมหนังเกาหลีแบบที่ไม่เคยมีเรื่องไหนหลุดพ้นรอดสายตาสาว K-Pop อย่างเธอไปได้เลย

เวลาว่างเธอมักจะเข้าครัวทำอาหาร ไม่ก็นั่งถักโคเชต์ ส่งเป็นของขวัญวันเกิดให้เพื่อนคนอื่นอยู่เสมอ

นี่ถ้ามีเรียนร้อยมาลัยหรือการฝึกเป็นนางในซังกุงอะไรพวกนั้นแบบในหนังเกาหลี ตุ่นเธอก็คงลงเรียนไปแล้ว

จริงๆแล้วถ้าจะให้เปรียบเทียบความเป็นผู้หญิงระหว่างฉันกับตุ่น ฉันยังห่างไกลจากตุ่นมากเหลือเกิน

มีอยู่วันหนึ่ง จู่ๆตุ่นก็เอาหนังเกาหลีเรื่องหนึ่งยื่นส่งมาให้ฉัน

 

" ไหม...แกรู้ตัวไหม ว่าแกน่ะต่อมโรแมนติกฝ่อมาก มานี่!!ชั้นมีของดีจะให้แก "

 

" พระเอกหล่อมากกกก น่ารักสุดๆ ดูแล้วน่าครอบครองทุกคนเลยย อร๊ายยย "

โถ!! ยัยตุ่นของฉัน ต่อมสาวเปลี่ยววัยอุดมศึกษาทำงานผิดปกติอีกแล้ว T T

 

" อ่ะ...ขอโทษที นั่นไม่ใช่ประเด็น............หนังเรื่องนี้น่ารักมากเลยนะแก "

ยัยตุ่นอารมณ์แปรปรวน เปลี่ยนอารมณ์กลับไปกลับมา จนฉันชักจะตามเพื่อนคนนี้ไม่ทัน

 

" ชั้นให้แกเอาไปดูก่อน รับรองแกต้องชอบ "

 

" ไม่แน่น๊า...แกอาจจะจำฉากบางฉากในเรื่องนี้มาใช้กับชีวิตจริงก็ได้ " 

ตุ่นไม่พูดเปล่า ตุ่นจับมือฉันแล้วหยิบกล่องดีวีดีส่งมาที่มือฉัน

 

"เชื่อชั้นสิ...............หนังเรื่องนี้น่ารักมาก เหมาะกับแกจริงๆ "

 

 

 

 

 

 

 

 

" อ้อ...ไม่มีใครนั่งครับ จะนั่งก็ได้ครับ "ชายหนุ่มที่นั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียว เงยหน้าขึ้นตอบ

 

" งั้นไหมนั่งตรงนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ "

ฉันตอบขอบคุณเขากลับไป หลังจากที่ฉันยืนรวบรวมความกล้ามาซักพักเพื่อที่จะเอ่ยปากขอนั่งกับเขา


 

" มาเดี๋ยวเราช่วย "

เขาเอ่ยปาก หลังจากที่ฉันกำลังยกกระเป๋าเสื้อผ้าที่ใช้เวลาจัดอยู่หลายวัน......

แม่...นี่ก็อะไรไม่รู้ เอาของนู่นนี่มาใส่กระเป๋าให้ กลัวเป็นไข้ป่าบ้างล่ะ กลัวไม่สบายบ้างล่ะ

เฮ้อ...ถึงฉันจะเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน แต่ฉันก็แข็งแรงกว่าผู้หญิงคนอื่นนะ

ก็ถูกดูแลโดยพี่ชายและน้องชายมาตลอดชีวิตนี่หน่า

 

 

"เอ๊า อึ้บบบบ....หนักไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย"

"นี่กะจะย้ายสัมโนครัวไปเป็นเดือนเลยรึไงเนี่ย ฮ่าๆ"


 

" บ้า!! "ตาบ้านี่...แซวฉัน

นี่เธอไม่รู้เลยเหรอว่าฉันแพ้คำพูดล้อเล่นแบบนี้

ฉันแอบเขินอยู่ในใจเพราะคำที่เขาแซวบวกผสมกับความอาย ว่านี่ตกลงฉันขนเสื้อผ้ามาเยอะเกินไปหรือเปล่านะ


 

"เรา เค นะ"

 

 

"เราชื่อไหมนะ ยินดีที่รู้จักเช่นกันค่ะ"

ฉันตอบกลับไป ในขณะที่ฉันกำลังแอบเขินค้างกับคำแซวของเขาเมื่อซักครู่อยู่

 

 

"เธออ่านหนังสืออะไรอยู่เหรอ เมื่อกี๊เรามาขัดจังหวะอะไรรึเปล่า"

ฉันเอ่ยถามเขา เพื่อปกปิดความอายของตัวฉันเอง

 

"อ๋อ..หนังสือแปลของ โรเบิร์ต ฟูลกัมน่ะ ไหมรู้จักรึเปล่าล่ะ"

 

" เอ่อ..เราจำชื่อนักแต่งไม่ค่อยเก่ง แต่ถ้ารู้เนื้อเรื่องย่อๆบางทีเราอาจจะคุ้นก็ได้นะ "

ตาบ้า..ถามอะไรก็ไม่รู้ ไม่เคยรู้เลยหรือไง

เวลาผู้หญิงเค้าเขิน มักจะจำชื่ออะไรยากๆที่พูดตอนนั้นไม่ค่อยได้หรอก

 

 

"แหะแหะ...เราก็เพิ่งอ่านเหมือนกัน จริงๆซื้อมาตั้งนานแล้ว มามีตติ้งเที่ยวนี้บังเอิญเราหยิบติดมือมาด้วยน่ะ"

เอ๊.....ตานี่ เวลายิ้มเขินๆก็น่ารักดีเหมือนกันนะ

 

 

"สนุกไหมล่ะ เค "ดวงตาฉันเป็นประกาย อยู่ๆฉันก็เริ่มสนใจที่จะคุยกับผู้ชายคนนี้แล้วสิ

 

 

"ก็ดีนะ..หนังสือเล่มนี้เค้าเขียนถึงความรักแบบที่เราเห็นกันทุกวัน แต่ไม่เคยสังเกตน่ะ"

"เป็นหนังสือที่กล่าวถึงความรักในรูปแบบต่างๆ ที่มองโลกในแง่บวกเป็นตอนสั้นๆ มันสั้นดีไงเราเลยชอบอ่าน"


 

" เหรอ..น่าสนใจดีนะ เค ยกตัวอย่างซักเรื่องได้ไหมล่ะเราอยากรู้ "

ตาเค นี่เขินแน่เลย...ตอนคุยไม่ยอมสบตา ชักเริ่มสนุกล่ะสิ

 

 

" หะหะ..จะดีเหรอ เดี๋ยวเราเล่าไม่สนุก หนังสือเค้าจะพาลให้ขายไม่ออกเอา "

ว๊ายๆ.......หน้าเริ่มแดง ตานี่เขินจริงๆด้วย ไม่น่าเชื่อ

 

 

"น่านะ...เล่าให้เราฟังหน่อย "

ฉันยื่นหน้าเข้าใกล้เค เมื่อเห็นว่าเคทั้งหลบตาและหน้าแดงนิดๆ

ด้วยความที่บ้านฉันมีพี่น้อง 4 คน และฉันเป็นผู้หญิงคนเดียวในบ้าน

แถมยังสนิทกับพี่ชายน้องชายแล้วพวกนั้นยังชอบแกล้งฉันอยู่บ่