นิยายรักสีฟ้า (1)

posted on 27 Oct 2009 00:26 by ik-kiiu

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Photobucket

 

 

 

 

You're Only Lonely: J.D.Souther


WHEN THE WORLD IS READY TO FALL ON YOUR LITTLE SHOULDERS,

 

AND WHEN YOU'RE FEELING LONELY AND SMALL,

YOU NEED SOMEBODY THERE TO HOLD YOU.

YOU CAN CALL OUT MY NAME...WHEN YOU'RE ONLY LONELY,

NOW, DON'T YOU EVER BE ASHAMED, YOU'RE ONLY LONELY,

 

WHEN YOU NEED SOMEBODY AROUND ON THE NIGHTS THAT TRY YOU,

(REMEMBER) I WAS THERE WHEN YOU WERE A QUEEN,

AND I'LL BE THE LAST ONE THERE BESIDE YOU.

SO YOU CAN CALL OUT MY NAME...WHEN YOU'RE ONLY LONELY.

NOW, DON'T YOU EVER BE ASHAMED, YOU'RE ONLY LONELY,

 

WHEN THE WORLD IS READY TO FALL ON YOUR LITTLE SHOULDERS,

AND WHEN YOU'RE FEELING LONELY AND SMALL,

YOU NEED SOMEBODY THERE TO HOLD YOU.

SO DON'T YOU EVER BE ASHAMED, YOU'RE ONLY LONELY.

AH, YOU CAN CALL OUT MY NAME...WHEN YOU'RE ONLY LONELY,

 

WHEN YOU'RE ONLY LONELY...

AH, IT'S NO CRIME...DARLING, WE'VE GOT LOTS OF TIME.

AH, THERE'S NOTHING WRONG WITH YOU...

DARLING, I GET LONELY, TOO.

 

SO IF YOU NEED ME, ALL YOU GOTTA DO IS CALL ME.

YOU'RE ONLY LONELY

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ขอโทษค่ะ....ที่ตรงนี้มีใครนั่งไหมคะ"

 

 

 

 

 

นั่นคือเสียงแรกของเธอที่ผมได้ยิน

ผมเงยหน้าจากหนังสือพอกเกจบุ๊กเล่มเล็กๆที่ผมมักจะพกติดตัวเวลาเดินทางไกลอยู่เสมอ

 

"สาวน้อยร้านขายดอกไม้เฝ้าชะเง้อรอคอยชายหนุ่มที่แวะมาซื้อดอกไม้ร้านเธออยู่เป็นประจำ

แต่วันนี้ไม่ปรากฎเงาของชายหนุ่มร่างสูงกับเสื้อแจ็กเกตที่เห็นจนเป็นที่คุ้นตา

วันต่อมาเงาร่างของชายคนนั้นที่เธอคุ้นชินกับรอยยิ้มทักทายก็ไม่มีให้เห็น

หญิงสาวเริ่มกังวลและเริ่มคิดถึงความรู้สึกของตัวเองต่อชายหนุ่มคนนั้นหลังจากที่เขาหายหน้าไปหลายวัน

อะไรที่เราเคยชินทุกวัน จนเมื่อวันหนึ่งสิ่งนั้นหายไป

เราถึงจะเริ่มตระหนักถึงความรู้สึกโหยหาอะไรบางอย่างที่ได้ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ"

 

 

เอ่อ...มีใครนั่งไหมคะ" เพราะเสียงเล็กใสๆเสียงนั้นที่ดังขึ้นมา

ทำให้ความลับในใจบางอย่างของหญิงสาวร้านขายดอกไม้ที่ผมกำลังจะได้รับรู้ไปพร้อมๆกับเธอต้องชะงักลง

 

"อ้อ...ไม่มีใครนั่งครับ จะนั่งก็ได้ครับ"

 

"งั้นไหมนั่งตรงนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ"

สิ้นเสียงขอบคุณ ไหม ชื่อของหญิงสาวที่ผมเพิ่งได้ยินจากปากของเธอเป็นครั้งแรก

เธอก้มตัวลง ยกเป้กับกระเป๋าเล็กๆของเธอขึ้นมาเพื่อจะวางบนชั้นเก็บของด้านบนเหนือที่นั่ง

 

"มาเดี๋ยวเราช่วย" กระเป๋าใบใหญ่2 ใบช่างดูไม่เข้ากับผู้หญิงตัวเล็กๆบอบบางเช่นเธอเลย

 

"เอ๊า อึ้บบบบ....หนักไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย"

"นี่กะจะย้ายสัมโนครัวไปเป็นเดือนเลยรึไงเนี่ย ฮ่าๆ"

คำแซวจากผมดังขึ้นมา

เพื่อลดความประหม่าและเพื่อสร้างความคุ้นเคยพร้อมๆกับที่ผมออกแรงยกกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นวางบนชั้นเก็บของ

 

"บ้า!!" เสียงที่แสดงออกถึงความขวยเขินเล็กๆดังขึ้นเบาๆจากริมฝีปากน้อยๆของเธออีกครั้ง

 

หลังจากผมยกกระเป๋าเธอเก็บไว้บนชั้นเก็บของบนรถไฟชั้นสามเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เธอก็นั่งลงตรงที่ว่างที่อยู่ตรงข้ามกับที่นั่งของผม

 

"เรา เค นะ"

 

"เราชื่อไหมนะ ยินดีที่รู้จักเช่นกันค่ะ" หน้าเอิงอายเมื่อซักครู่เปลี่ยนไปเป็นรอยยิ้มร่าเริงตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

 

"เธออ่านหนังสืออะไรอยู่เหรอ เมื่อกี๊เรามาขัดจังหวะอะไรรึเปล่า"

 

"อ๋อ..หนังสือแปลของ โรเบิร์ต ฟูลกัมน่ะ ไหมรู้จักรึเปล่าล่ะ"

 

"เอ่อ..เราจำชื่อนักแต่งไม่ค่อยเก่ง แต่ถ้ารู้เนื้อเรื่องย่อๆบางทีเราอาจจะคุ้นก็ได้นะ"

รอยยิ้มสดใสเกิดขึ้นบนใบหน้าเธออีกครั้ง

 

"แหะแหะ...เราก็เพิ่งอ่านเหมือนกัน จริงๆซื้อมาตั้งนานแล้ว มามีตติ้งเที่ยวนี้บังเอิญเราหยิบติดมือมาด้วยน่ะ"

 

"สนุกไหมล่ะ เค"

 

"ก็ดีนะ..หนังสือเล่มนี้เค้าเขียนถึงความรักแบบที่เราเห็นกันทุกวันแต่ไม่เคยสังเกตน่ะ"

"เป็นหนังสือที่กล่าวถึงความรักในรูปแบบต่างๆที่มองโลกในแง่บวกเป็นตอนสั้นๆ มันสั้นดีไงเราเลยชอบอ่าน"

คราวนี้เป็นผมเองที่ยิ้มแบบเขินๆบ้างเพราะผมแอบเขินตัวเอง

เพราะด้วยความที่เป็นคนอ่านหนังสือยาวๆไม่ได้ทำให้รู้สึกเขินตัวเองอยู่เหมือนกันเวลาได้เล่าความลับให้ใครรู้

 

" เหรอ..น่าสนใจดีนะ เค ยกตัวอย่างซักเรื่องได้ไหมล่ะเราอยากรู้ "

 

" หะหะ..จะดีเหรอ เดี๋ยวเราเล่าไม่สนุก หนังสือเค้าจะพาลให้ขายไม่ออกเอา "

คราวนี้ผมยิ้มแห้งๆเขินมากกว่าเก่าเพราะด้วยความที่ผมเพิ่งอ่านจริงๆ

แถมเป็นคนที่ย่อความไม่ค่อยเป็นซะด้วยสิเวลาเล่าอะไรทีชอบเล่ายาวจนจับใจความไม่ค่อยจะได้

 

"น่านะ...เล่าให้เราฟังหน่อย" เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ

ปกติเพราะความที่ผมไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนต่างเพศมากนัก

ทำให้หลายๆครั้งผมมักจะหลีกเลี่ยงที่จะอยู่หรือพูดคุยกับเพื่อนต่างเพศอยู่เป็นประจำ

เพราะด้วยความอายและนิสัยส่วนตัวบางอย่างที่จะเขินหน้าแดงทุกครั้งเวลาได้มองหน้ากันตรงๆ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน....ผมไม่รู้หรอกว่าผู้หญิงเขารู้สึกยังไงกับการมองหน้าผู้ชายที่เพิ่งจะรู้จักกันอย่างนี้

แต่ผมก็ยังคงยืนยันถึงความเป็นตัวเองได้และยังรู้สึกเหมือนเช่นเคยว่า...ผมเขิน

ไหมยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมมาก ผมก็เฉไฉหลบตาก้มลงหยิบน้ำเปล่าที่เสียบอยู๋ในเป้ที่ผมวางไว้บนพื้น

 

" กินน้ำไม๊ " ผมเปลี่ยนเรื่องเพื่อลดความเขินให้กับตัวผมเอง

 

" ขอบใจนะ เรายังไม่หิว แต่อยากฟังเรื่องจากหนังสือมากกว่า "

รอยยิ้มเธอเปลี่ยนไปอีกแล้ว.....จากยิ้มเขินตอนนี้เหมือนเธอยิ้มแบบเจ้าเล่ห์แบบคนที่ถือไพ่เหนือกว่า

มาถึงตอนนี้ผมไม่เข้าใจจริงๆ

ทำไมผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักผู้ชายแปลกหน้าไม่ถึงชั่วโมงถึงได้ทำเหมือนว่าสนิทสนมกันมานานแบบนี้นะ

 

" อืม ก็ได้แต่ถ้าไม่สนุกก็อย่าว่ากันนะ "

 

" สาวน้อยร้านขายดอกไม้เฝ้าชะเง้อรอคอยชายหนุ่มที่แวะมาซื้อดอกไม้ร้านเธออยู่เป็นประจำ

แต่วันนี้ไม่ปรากฎเงาของชายหนุ่มร่างสูงกับเสื้อแจ็กเกตที่เห็นจนเป็นที่คุ้นตา

วันต่อมาเงาร่างของชายคนนั้นที่เธอคุ้นชินกับรอยยิ้มทักทายก็ไม่มีให้เห็น

หญิงสาวเริ่มกังวลและเริ่มคิดถึงความรู้สึกของตัวเองต่อชายหนุ่มคนนั้นหลังจากที่เขาหายหน้าไปหลายวัน

อะไรที่เราเคยชินทุกวัน จนเมื่อวันหนึ่งสิ่งนั้นหายไป

เราถึงจะเริ่มตระหนักถึงความรู้สึกโหยหาอะไรบางอย่างที่ได้ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ "

 

ผมเล่าเรื่องจากเรื่องที่ผมเพิ่งอ่านไป

มันไม่ตรงซะทีเดียวหรอกครับ

เพราะมันเป็นการแปลความจากตัวหนังสือด้วยความเข้าใจของผมอีกที

 

" ว้าววว น่ารักจัง แล้วมันยังไงต่อล่ะ "แววตาที่แสดงออกถึงความอยากรู้ของเธอเด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง

รอยยิ้มที่มาพร้อมดวงตาคู่นั้นมันสดใสซะจนผมแอบสบตามองไปด้วยเสียไม่ได้

 

" คือแบบว่า...เรากำลังจะอ่านถึงช่วงไคลแม็ก ไหมก็ทักมาพอดี... "

 

" อ้าว ว่าแล้วเราต้องรบกวนเคแน่เลย ไหมขอโทษด้วยนะ "

 

" เฮ้ยย...ไม่เป็นไร ดีซะอีกที่ไหมมาคุยด้วย นี่เรารอเพื่อนอยู่เลยนั่งอ่านหนังสือฆ่าเวลา คุยกับไหมก็เพลินดี "

ผมตอบไปแบบลุกลี้ลุกรนกลัวว่าเธอจะคิดว่าเธอมารบกวนผมจริงๆ

 

" ฮ่าๆ เราล้อเคเล่น เห็นเคเขินแล้วตลกดี "

อือม..สนุกมากใช่ไหมที่มาเล่นกับความเขินผมเนี่ย... แต่ก็นะ  ยอมได้

 

 

" ไหมๆๆพวกเรามาแล้วๆ...โหมาเร็วนะเนี่ย " เสียงของผู้หญิงกลุ่มหนึ่งดังขึ้นมาจากท้ายโบกี้แทรกเข้ามา

 

 

" อ้าว กิฟ โบ ตุ่น กว่าจะมาได้นะพวกหล่อน นี่เรามานั่งรอตั้งนานแล้วเนี่ย "

ไหมลุกขึ้นหันไปทักทายเพื่อนกลุ่มใหม่

 

" อ้อ..นี่เค เราเพิ่งรู้จักกันพอดีที่นั่งตรงเคว่างเราเลยขอมานั่งด้วยน่ะ "ไหมบอกเพื่อนๆโดยที่ไม่มีใครถาม

เพราะไหมสังเกตจากสีหน้าสงสัยของกลุ่มเพื่อนไหมที่มีต่อผู้ชายแปลกหน้าอย่างผม

 

" สวัสดี...เราเคนะ " ผมตอบกลับไปแบบเสียไม่ได้

เมื่อเจอสายตาของผู้หญิงกลุ่มใหญ่ที่ยืนตะหง่านยืนยิ้มแปลกๆอยู่ตรงหน้า

ทำให้ความเขินของผมจากเดิมที่มีอยู่แล้วเพิ่มปริมาณขึ้นไปอีก

 

" แหม..ไหมร้ายนะยะมาแป๊บเดียวรู้จักเพื่อนผู้ชายเพิ่มซะแล้ว "

 

" บ้า...เราก็เพิ่งรู้จักเคนี่แหล่ะ ดีนะที่มีเค้าคุยเป็นเพื่อน รอพวกคุณนายตื่นสายกว่าจะเสด็จมาถึงนี่แหล่ะ"

 

" เออ เราลืมถามเลย เค อยู่ภาควิชาอะไรล่ะ คุยตั้งนานเรายังไม่รู้เลย "

ไหมถามผมขณะที่ผมนั่งม้วนตัวหน้าแดงเป็นนางอายอยู่

 

" เราเรียนวิจิตรศิลป์ "ผมตอบกลับไปแต่สายตาไม่ได้มองกลุ่มเพื่อนไหม

 

"เหรอ...นี่ไหมแล้วก็เพื่อนๆเรียน ID จ๊ะ "ไหมตอบแทนเพื่อนๆของเธอ

 

" ยินดีที่รู้จักนะ เคคคคคคคค "

เสียงสามสาวดังขึ้นมาโดยพร้อมเพรียงแถมด้วยรอยยิ้มที่ผมแปลอารมณ์ออกมาเป็นตัวอักษรได้ลำบากนัก

 

" ยินดีครับ " ผมก้มหน้าเขินๆพร้อมยกมือจับหัวข้างหนึ่ง ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าทำแบบนี้ไปทำไม

 

" เอ่อ..เอางี้นะ ไหนๆเพื่อนไหมก็มาแล้ว งั้นเราไปนั่งรอเพื่อนที่อื่นดีกว่า "

ผมพูดออกตัวเมื่อเห็นสามสาวยืนมองผมมาซักครู่แล้ว

 

" อ้าว..ทำไมล่ะเค นั่งด้วยกันก็ได้ "ไหมพูดตอบกลับมาพร้อมๆกับสีหน้าที่แสดงออกถึงความเกรงใจ

 

" ไม่เป็นไร เพื่อนไหมกับไหมมากัน 4 คน ครบที่นั่ง 4 ที่พอดีเลย เดี๋ยวเพื่อนเรามาก็คงย้ายที่นั่งอยู่แล้วล่ะ "

ผมลุกขึ้นพร้อมก้มลงหยิบเป้ขึ้นสะพายพร้อมที่จะเดินหาเพื่อน