4.00 AM

 

 

 

 

 

 

สวัสดีครับ

ย้อนจากเอนทรี่เมื่อวานนี้ http://ik-kiiu.exteen.com/20090822/entry

อารมณ์ของผมวันนี้ยังคงต่อเนื่องจากเมื่อวานครับ

คงค้างจากงานแต่งงานที่จัดแบบสบายๆเจ้าสาวเฮฮามาก

ส่วนเจ้าบ่าวชาวฝรั่งเศสที่ผมพยายามหลีกเลี่ยงไม่อยากจะสนทนาด้วยมาก

เพราะผมไม่อยากโชว์ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในระดับแอดวานซ์ให้พร่ำเพรื่อมากเกินไปนัก แฮ่ม!ช่างกล้า

คิดถึงบรรยากาศงานแต่งและการแสดงความรักของคู่บ่าวสาวทำเอาผมอดยิ้มไม่ได้ทุกที

เค้าสองคนเวลาเดินไปจะกุมมือกันไว้ตลอดเวลา

แถมจุ๊บๆกันไม่หยุดไม่หย่อน มันดูน่าหมั่นไส้เอ้ย!!ดูน่ารักมากเลยครับ (ตาร้อนๆ)

เวลาเจ้าสาวจะเรียกเจ้าบ่าวเค้าจะเรียก" ป่าป๊า "ทุกคำ

ส่วนเจ้าบ่าวเค้าจะเรียกเจ้สาวว่า" หันหนีๆ "ผมก็งง แต่งงานกันทั้งที่จะหันหนีกันทำไมวะ

ก็ด้วยทักษะด้านภาษาแบบแอดว๊านซ์ของผมนี่ไงครับหูผมจึงฟังออกมาเป็นเช่นนั้น

แหะแหะ ไม่ขำสินะงั้นข้ามสองบรรทัดบนไปได้เลยครับ - -"

แถมในงานยังมีสายรุ้งมาโชว์ตัว

พอกลับมาบ้านเปิดเพลงก็เจอเพลง Over the Rainbow อีก

แค่นั้นไม่พอ วันนี้นอนแฮ้งค์อยู่บ้านทั้งวันฝนยังตกพรำๆอากาศเย็นๆทำให้อารมณ์มันยังคงกรุ่นๆไม่หายซักที

โอ้ย จะกรึ่มบรรยากาศแห่งความรักไปไหนเนี่ยยยยยยไม่ใช่งานเราซะหน่อย.......

 

วันนี้ผมจึงของอนุญาติพูดถึงเรื่องรักๆอีกซักวันจะเป็นไรไป

ใครไม่ชอบอ่านเรื่องพวกนี้ไม่อ่านไม่เป็นไรครับ อย่าให้รู้นะว่าไม่อ่านไม่งั้นจะขอแช่งให้โสดตลอดชีวิตเลย

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

อันเนื่องจากเอนทรี่นี้อีกอัน http://ik-kiiu.exteen.com/20090818/entry-1(พอทำได้เล่นใหญ่เลยนะแก๊ ฮ่าๆ)

ที่พูดถึงเรื่องของหนังรักที่ดูกี่รอบก็ไม่เคยเบื่อแถมเพลงประกอบก็เพราะจับใจซะจนเคลิ้มลงไปนอนเยิ้มทุกครั้งไป

วันนี้มีเพลงมาให้ฟังครับจากหนังที่อ้างอิงจาก ปล.ในเอนทรี่เรื่องเถียนมีมี่

เราจะมาว่ากันถึงเรื่องเฉิ่มครับ

เป็นหนังเรื่องในดวงใจที่ยังไม่ค่อยสุด(มีบางฉากที่ทำอารมณ์หนังสะดุดอย่างแรง)ของผมอีกเรื่องหนึ่ง

เล่าเรื่องย่อกันเลยดีกว่า

แต่ผมจะเล่าเฉพาะบางฉากที่ผมชอบเท่านั้นเนื้อหาส่วนอื่นหากอ่านแล้วชอบก็ลองไปหามาชมกันเองนะครับ

พระเอกที่แสดงโดยพี่หม่ำ สวมบทบาทเป็นคนขับแท็กซี่

วันๆกินแต่อาหารซ้ำๆเดิม ชอบฟังเพลงสุนทราภรณ์ ที่พักก็เรียบง่ายไม่มีเฟอร์นิเจอร์ซักชิ้นเหมือนชีวิตละแล้วซึ่งทางโลก

เป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวเหมือนกับมีความลับอะไรบางอย่างที่เก็บงำเอาไว้ตลอดเวลา

เหมือนเป็นคนไม่เปิดใจรับใครให้เข้ามายุ่งกับชีวิตส่วนตัวเลย

ส่วนนางเอกแสดงโดยน้องนุช วรนุช สวมบทบาทเป็นหมอนวดแผนปัจจุบันครับ

วันๆเธอได้แต่ทำงานเก็บเงินเอาไว้เพื่อส่งกลับไปยังบ้านเิกิด

ถึงจะเจ็บตัวเจ็บใจยอมเสียศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงแลกเพื่อให้ได้เงินกลับมาก็ยอมสู้กัดฟันทน

ผมว่าคนที่เค้าทำอาชีพนี้อย่าไปดูถูกเขาเลยครับ มนุษย์เกิดมาพร้อมความสำนึกดีล้วนมีจิตใจมีความคิดครับ

ถ้าไม่จำเป็นหรือไม่สิ้นไร้หนทางจริงๆเค้าไม่มาทำอาชีพแบบนี้กันหรอกครับ

ยิ่งการกอดคนที่ไม่ได้รักหนำซ้ำไม่ได้รู้จักมันก็เหมือนการบั่นทอนจิตวิญญาณของเราให้ลดลงไปเรื่อยๆแหล่ะครับ

ลูกผู้หญิงทุกคนใครๆเค้าก็อยากมีความรักแท้อยาก มีคนรักที่รักเค้าเพียงคนเดียวทั้งนั้น

แต่ด้วยความจำเป็นหรือความจำยอม

ในบางครั้งอาจเพราะเป็นการกตัญูญูมาทำงานเช่นนี้เพื่อความสุขสบายหรือเพื่อใช้หนี้ตอบแทนพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมาก็มีให้เห็นบ่อยๆครับ

 

เล่าต่อนะครับ

บรรยากาศในหนังเวลาดูแล้วจะรู้สึกถึงความเหงา ทุกอย่างจะดูนิ่งเงียบไปหมด

เรื่องนี้มีฉากกลางคืนให้ชมเยอะครับ

อาจเพราะด้วยอาชีพของพระเอกกับนางเอกนั้นพอเหมาะมาเจอกันได้แค่ในช่วงค่ำคืน

ในหนังมีมุมมองเมืองหลวงอีกรูปแบบหนึ่งที่ดูเนิบช้าถึงจะแลดูเปลี่ยวเหงา แต่ก็สวยดีครับ

ผมชอบช่วงเวลาในการถ่ายทำของเรื่องนี้มากครับ หาถนนที่ดูโล่งๆหาสถานที่ที่ดูวังเวงได้ดีจริงๆ

และแล้วพระเอกของเรามาเจอกับนางเอกในคืนหนึ่งที่ลานจอดรถสถานอาบอบนวด

เขารับเธอขึ้นรถเพราะเธอหนีการตามตื้อของเสี่ยลูกค้าคนนึงระหว่างทางก็ได้มีโอกาสได้คุยและรับรู้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ดีต่อกัน

ตั้งแต่นั้นเขาจะมารอรับเธอหลังจากงานเสร็จสิ้นในทุกๆคืน

ความสัมพันธ์เติบโตขึ้นในช่วงเวลาจากสถานบันเทิงจนถึงที่พักระหว่างทั้งสองมีขึ้นตามลำดับ

เมื่อมีคนที่เราสามารถพูดคุยได้เผยความคิดและอารมณ์บางอย่างเล่าสู่กันฟังได้

ใจที่เคยปิดลั่นกลอนเอาไว้ไม่ให้ใครเข้ามายุ่งใกล้ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

ในคืนหนึ่งพระเอกจึงให้เธอได้ลองก้าวเข้าสู่โลกส่วนตัวของเขาบ้าง

เขาพาเธอไปชมรมลีลาศที่เปิดพวกเพลงสุทราภรณ์และนั่งนิ่งๆซึมซับบรรยากาศเพลงเก่าด้วยรอยยิ้มทั้งคู่

ขากลับนางเอกมีความสุขมากครับ ระหว่างที่นั่งรถกลับบ้านเธอก็เผลอฮัมเพลงที่เพิ่งได้ฟังมา

ฉากนี้ในรถน่ารักดีครับ ตอนที่พระเอกแอบมองนางเอกที่กระจกหลังฟังว่าเธอฮัมเพลงอะไร

พอนางเอกมองสวนพระเอกก็หลบตา

พอนางเอกมองไปข้างนอกพระเอกก็ลอบแอบมองไปมาแบบนี้อยู่ตลอด

สีหน้าของ นุ่น ฉากนี้ผมชอบมากครับเธอแสดงได้ดีสุดๆผมมองแล้วหัวใจหลุ่นตุ๊บหน้าจอตรงนั้นเลย

หลังจากจับได้ว่าพี่หม่ำแอบมอง เธอเอาหัวพิงกระจกเหม่อมองไปข้างนอกและยิ้มเขินเล็กๆพร้อมกับบอกว่า

 

"มองอะไร.........ไม่เคยเห็นคนสวยรึไง"

 

กร๊าซซซซ!!!! น่ารักมากครับตอนเธอยิ้มเขินแล้วพูดประโยคนี้ออกมาเบาๆ

อ่ะ... ต่อๆ ^ ^"

จากนั้นทั้งคู่ได้มีโอกาสเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

อาจเพราะด้วยความวุ่นวายของชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนแต่สวนทางกับอารมณ์เหงาเงียบงันของทั้งคู่ที่มีเหมือนกัน

จึงทำให้ทั้งคู่ต่างรู้สึกถึงตัวตนอีกฝ่ายว่าเป็นส่วนหนึ่งที่พอจะเติมเต็มชีวิตที่เหี่ยวเฉาให้มันดูมีสีสันขึ้นมาบ้าง

มนุษย์เราเวลารักใครขึ้นมาจะมองตัวเองเล็กลงกว่าความเป็นจริงมากๆ

ไม่ต่างกับคนทั้งคู่ที่ต่างก็มีความรู้สึกดีๆหยิบยื่นให้แก่กัน

แต่ด้วยมุมมองส่วนตัวของแต่ละฝ่ายต่างมองแค่จุดบกพร่องในอาชีพของตนเอง

เลยทำให้ต้องเก็บความรู้สึกที่แท้จริงเพราะมองแต่ว่าตนด้อยค่าเกินกว่าที่อีกฝ่ายจะหันมามองได้

ความรัก สำหรับคนบางคนปัจจัยอื่นมันก็แค่อาภรณ์ภายนอกไม่สำคัญเท่ากับความจริงใจที่สัมผัสได้ด้วยใจครับ

ในหนังก็มีบททดสอบความรักของทั้งคู่และดำเนินเรื่องราวความประทับใจจากการกระทำของทั้งฝ่ายมาเรื่อยๆ

จนถึงเวลาช่วงหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์ให้ทั้งสองต้องจากกันไปและกลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง

 

หนังเรื่องนี้เค้าปูพื้นและเรื่องราวภูมิหลังของทั้งคู่ให้เราค่อยๆดูพัฒนาการความรักของทั้งสองได้ดีครับ

ส่วนจุดสะดุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่สุดนั้นผมขอกล่าวข้ามด