ใจรัก

posted on 06 Aug 2009 23:51 by ik-kiiu

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 Photobucket

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

12.20 AM

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สวัสดีครับ

วันนี้ผมขอเล่าความรักครั้งแรกให้อ่านกันนะครับ

กับบรรยากาศเย็นๆที่มาพร้อมสายฝนที่ตกโปรยปรายมาแบบไม่รู้เบื่อเช่นนี้

มันสามารถกระชากความรู้สึกให้ล่องลอยไปกับบทเพลงที่ผมเปิดฟังวนจนนับรอบไม่ได้

ทำให้อดย้อนไปถึงความหลังที่คิดถึงเมื่อไหร่ก็อดที่จะยิ้มไปไม่ได้

 

...

 

ในวัยเด็กที่ไม่ได้รู้ซึ้งถึงคำว่ารักนั้นเป็นยังไง

มันมีตัวตนและมีรูปแบบลักษณะไหนกันนะ

ความที่เห็นเด็กผู้หญิงแล้วรู้สึกดี อยู่ใกล้แล้วอยากแกล้ง อยากไปใกล้ชิดนั่นจะเรียกว่ารักได้รึเปล่าหนอ

ด้วยความที่เป็นเด็กดื้อมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก

และเป็นเด็กที่กลัวเสียฟอร์มที่สุดในโลก ทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฟอร์มคืออะไร

รู้เพียงแค่ว่า หากการแอบชอบใครซักคนแล้วถูกคนอื่นรับรู้นั้นถือเป็นการเสียหน้าขั้นร้ายแรงที่สุด

 

สุภาวดี เธอเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เรียนในชั้นเดียวกับผมตั้งแต่ป.1จนถึงป.6

เธอผูกผมหางม้าและเป็นรองหัวหน้าห้องที่จัดได้ว่าเป็นเด็กที่เรียบร้อยและเรียนดีคนหนึ่ง

เธอนั่งอยู่ข้างหน้าผม ทุกๆวันผมจะมองเห็นแต่ผมทรงหางม้าของเธอ

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเมื่อไหร่กันนะครับ ที่ผมมองเห็นผมทรงนี้สวยจนไม่อาจละสายตาที่จะมองได้

ไอ้ความรู้สึกที่แปลออกมาว่า.... ชอบ อยากสนิทด้วย

ผมสามารถสัมผัสความรู้สึกนี้ได้ตั้งแต่แรกที่เห็นเธอและทุกๆครัง้ที่นั่งมองด้านหลังของเธออยู่ทุกๆวัน

 

จนมาเริ่มแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนเอาเมื่อชั้น ป.6

ความที่ไม่เคยรู้เลยว่าการที่จะทำให้เพศหญิงประทับใจเรานั้นต้องทำอย่างไรบ้าง

ผมก็แสดงออกไปตามความคิดของตัวเอง ที่คิดว่าเค้าน่าจะหันมาสนใจผม

และคิดหาวิธีการแสดงออกอย่างแนบเนียน ในแบบที่ไม่มีใครสามารถมาแซวได้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่

 

หลายต่อหลายครั้ง ผมมักจะแกล้งดึงผมหางม้าเธอเวลาเธอเผลอ

 

แอบเอาสมุดการบ้านเธอไปซ่อน

 

แซวเธอในเรื่องที่ไม่น่าแซว

 

แอบเปิดกระโปรงบ้างอะไรบ้างในบางอารมณ์( สรุปแล้วก็คิดได้แค่นี้แหล่ะแนบเนียนมาก ^ ^” )

จนถึงวิธีสุดท้ายที่ลงทุนที่สุดและไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า

ในบางวันที่มีเงินเยอะหน่อย ผมเอาเงินค่าขนมตัวเองไปซื้อไอติมแท่งละบาทแล้วเอาไปวางไว้ใต้โต๊ะเธอตั้งแต่เช้า

ทั้งๆที่รู้ก็รู้อยู่ว่ามันละลายเร็วจะตายถ้าไม่ได้กิน

ตามนั้นเลยครับ

ไอติมมันก็จะละลายทุกๆครั้งจนเธอต้องเดือดร้อนมาเช็ดใต้โต๊ะทุกครั้งไป

จนคุณครูต้องเดือดร้อนบอกหน้าชั้นเรียนว่าห้ามแกล้งเธอคนนี้อีกนะ

คนอื่นคงงง แต่ผมไม่งงหรอกครับว่าที่คุณครูพูดถึงนั้นเป็นคำพุดที่ลอยตามลมฝากมาถึงเด็กคนไหนในห้อง

ความรักมันแปลกนะครับ ถึงจะไม่ได้รดน้ำพรวนดินแต่มันก็คงอยู่ของมันเช่นนั้นได้ตลอดเวลา

เหตุการณ์ดึงผมหรือแกล้งเล็กๆน้อยๆก็เป็นอยู่เสมอจนใกล้จบชั้นป.6 ที่ทุกคนต้องย้ายโรงเรียนกันไป

เทอมสุดท้ายของโรงเรียนที่มีชั้นเรียนสูงสุดคือป.6 เป็นรุ่นสุดท้ายก่อนจะยุบเหลือแค่ชั้นป.4

 

ในงานอำลาเด็กป. 6รุ่นสุดท้ายก็เริ่มขึ้น

ผมอ้อนน้าผมให้ไปซื้อกางเกงขายาวเพื่อมาใส่ในงานวันอำลา

เป็นครั้งแรกที่ผมใส่กางเกงขายาว

ด้วยความคิดที่ว่าคนที่ใส่กางเกงขายาวต้องดูดีและหล่ออย่างเป็นที่สุด(วันนั้นใส่เสื้อเชิ้ตขาวกางเกงขายาวหล่อโคด)

ผมเฝ้านับวัน รอวันนั้นอย่างกระวนกระวายและเตรียมพร้อมตัวเองให้เนี๊ยบที่สุดเพื่อกิจกรรมอำลา

ไอติมแท่งสุดท้ายที่ผมตัดสินใจจะให้เธอในวันสุดท้ายที่เราจะได้เรียนด้วยกัน ถูกซื้อรอไว้

เสียงลำโพงดังขึ้นจากคุณครูประจำชั้นให้นักเรียนทุกคนมารวมกันในชั้นเรียน

และเสียงสุดท้ายของคุณครูผ่านลำโพงที่ผมจำได้ดี

 

"วันนี้วันสุดท้ายที่ทุกคนจะได้มาเจอกันและครูขอเสียใจด้วยที่นักเรียนของเราคนหนึ่งไม่สบายไม่สามารถมาพร้อมหน้าได้"

 

"ขอให้เพื่อนๆเขียนการ์ดส่งกำลังใจให้สุภาวดีด้วยนะ"

 

 

 

.......

 

 

ไอติมแท่งสุดท้ายและเป็นแท่งแรกที่จะได้เปิดเผยเจ้าของมันซักที

กลับต้องไปนอนรออยู่ใต้โต๊ะเช่นเดิม เหมือนที่ที่มันเคยอยู่เสมอมา

ผมไม่เคยเจอเธออีกเลยครับตั้งแต่วันนั้น

จนเมื่อผมได้เข้าเรียนระดับมัธยมจนถึงระดับมหาวิทยาลัยในมหานคร

ในวันปิดเทอมเทอมหนึ่ง ผมกลับโคราชเหมือนทุกๆครั้ง

เมื่อรถทัวร์จอดเพื่อให้ผมต่อรถเข้าบ้าน

ก้าวแรกที่ผมเดินขึ้นรถสองแถว นั่งลงบนเบาะที่เรียงไว้ฝั่งละข้างและนั่งต่อไปจนใกล้ที่จะถึงบ้าน

ผมกำลังจัดระเบียบเช็คกระเป๋าตัวเองเมื่อใกล้ถึงที่หมายแล้ว

ตลอดทางมันเหมือนมี 1 รอยยิ้มที่ส่งมาซักระยะหนึ่งแล้วล่ะ

แต่ผมไม่กล้ามองเพราะคิดว่าคงรู้สึกไปเอง

 

สุภาวดีนั่นเองครับ

 

เธอเห็นผมและจำได้ตั้งนานแล้วแต่ไม่กล้าทัก จนผมใกล้ลงถึงหันไปมองเพราะตอนเด็กผมอ้วนเตี้ยดำ

แต่ ณ ตอนนั้นผมตัวสูงขาวและผมยาวแต่หน้าเหมือนเดิม(แก่ยังไงก็แก่อย่างนั้น ฮ่าๆ)

เมื่อตาต่อตามาประสาน

เพียงแว่บเดียวผมก็จำเธอได้ ถึงอะไรๆจะเปลี่ยนไปแต่ความรู้สึกบางอย่างมันไม่เคยเปลี่ยนเลยครับ

เราก็คุยถามสารสุกดิบกันในช่วงเวลาสั้นๆ บนความตื่นเต้นของผมที่ซ่อนอยู่ภายในแบบมิดชิดตลอดเวลา

ผมหางม้าที่ผมเคยชอบมากๆหายไปแล้ว

ใบหน้าเล็กๆรูปทรงไข่ดูจิ้มลิ้มก็ดูเปลี่ยนๆไป แต่รอยยิ้มของเธอที่ผมชอบมองยังคงเหมือนเดิมครับ

จนเมื่อถึงเวลาที่ผมจะต้องก้าวลงจากรถทั้งๆที่อยากจะคุยถามไถ่กันให้มากกว่านี้

จู่ๆเธอพูดทิ้งท้ายก่อนจากขึ้นมาว่า

 

 

 

 

 

 

"ขอบคุณสำหรับไอติมนะกิ้ว เสียดายที่เราไม่เคยได้กินซักที "

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รถสองแถวจากไป

ทิ้งผมให้นิ่งอึ้งไปซักพัก....................

และผมก็หัวเราะออกมาดังๆ